Officemate แนวคิดธุรกิจออฟไลน์และออนไลน์ของ วรวุฒิ อุ่นใจ
เราแน่ใจว่า ทุกคนที่ทำงานในองค์กรใดก็ตาม คงไม่สามารถขาดสิ่งที่เรียกว่า อุปกรณ์สำนักงาน( Office Supply ) ไม่ว่าจะเป็นของชิ้นเล็กอย่างปากกา จนไปถึงชิ้นใหญ่อย่างคอมพิวเตอร์ โต๊ะหรือเก้าอี้ เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานที่คนทำงานจะต้องใช้ประกอบในการทำงาน นั่นย่อมหมายถึงมูลค่าตลาดมหาศาลของธุรกิจอุปกรณ์สำนักงาน หรือ Office Supply และหากพูดถึง Office Supply ในแวดวง E-Commerce แล้ว ค่ายที่ดูจะประสบความสำเร็จพอสมควร ในการนำสินค้าประเภทนี้มาจำหน่ายคงไม่พ้นเว็บไซต์ www.officemate.co.th ซึ่งเว็บไซต์แห่งนี้ดำเนินงานโดยบริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด เจ้าของยอดขายมากกว่า 700 ล้านบาทและอัตราการเติบโต
40 % ในปี 48(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) และีผู้กุมบังเหียนที่ชื่อ วรวุฒิ อุ่นใจ และ thinkandclick ได้มีโอกาสสัมภาษณ์นักธุรกิจท่านนี้และประัสบการณฺ์ในการทำ E - Commerce รวมถึงข้อคิดต่าง ๆ ในการเข้าสู่ธุรกิจออนไลน์
เป็นครั้งแรกที่เราได้ทำบทสัมภาษณ์ยาวขนาด 5 หน้าเว็บซึ่งเราคิดว่าอัดแน่นไปด้วยความรู้แนวคิดในการทำ E-Commerce, E-Marketing ซึ่งหวังว่าจะเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการ E-Commerce และผู้ที่สนใจที่จะใช้ E-Commerce เป็นเครื่องมือหนึ่งในการดำเนินธุรกิจ
เริ่มแนวคิดธุรกิจ Catalog
"จริง ๆ แล้ว ความคิดในการทำ Officemate คิดมาเกือบ 20 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยผมยังเป็นนักศึกษาปริญญาตรี ตอนนั้นที่บ้านมีธุรกิจ เครื่องเขียนเปิดแบบห้องแถวสองห้องนี่แหละ แต่ช่วงนั้นธุรกิจทางบ้านแย่มาก เราเองก็ไม่รู้เรื่องธุรกิจที่บ้านเลย วันดีคืนดี คุณพ่อก็ เรียกลูกๆมาและบอกว่า เราจะเจ๊งแล้วนะ เราเริ่มรู้สึกว่า เราเองก็เรียนบริหารธุรกิจมาสาขาการตลาดที่มหาวิทยาลัยเกษตรฯ ซึ่งมันก็ ตรงที่บ้านเราทำ จากจุดนั้นมาก็คิดว่าจะเราจะเริ่มมาทำธุรกิจที่บ้านเพราะช่วงนั้นคุณพ่อลำบาก พี่น้อง 3 คนก็มาช่วยกันทำ และเราก็เอาทฤษฎีการตลาดที่เราเรียนมาใช้เลย จริง ๆ แล้วในช่วงแรก พี่ชายจะทำอยู่คนเดียวก่อน พี่สาวผมตอนนั้นก็กำลังเรียนหนังสืออยู่ ตัวผมเองก็เรียนหนั่งสืออยู่ แต่เมื่อเริ่มมาทำเราก็เริ่มนำวิชาการตลาดมาวิเคราะห์ธุรกิจที่บ้าน"
"เมื่อก่อนเราทำธุรกิจเครื่องเขียนแบบยี่ปั๊วหรือขายส่ง พอช่วงประมาณปี 25 มีน้ำท่วมใหญ่ เศรษฐกิจก็ตกต่ำเพราะมีการลดค่าเงินบาทจาก 20 บาทเป็น 25 บาท ก็เลยมานึกว่า ทำไมเราต้องขายส่ง ทำไมเราไม่ลองขายตรงกับ End User เลยมีแนวคิดจะเปลี่ยนแนวทางการตลาดไปขาย End User ก็นึกถึงการทำ Catalog แต่เวลานั้นคงไม่มีปัญญาทำเพราะหนี้สินก็เยอะแยะไปหมด ทำ Catalog ต้องใช้เงินทุนสูง ก็ทำเป็น Price List ขึ้นมามีประมาณ 12 - 13 หน้า โดยคัดเลือกสินค้าประมาณ 800-900 รายการจากที่มีอยู่เป็นพันๆ โดยรูปเล่มให้เป็นกิจลักษณะหน่อยและไปจ้างโรงพิมพ์พิมพ์ออกมา โดยพวกพี่ ๆ ก็ช่วยกันเป็นเซลล์ไปขายตาม Office และโรงงานต่างๆ โดยให้บริการส่งเครื่องเขียนถึงที่นะโดยคุณดูจาก Price List ตรงนี้ได้ ปรากฏว่ามันโดนใจตลาด เพราะช่วงนั้นไม่มีใครทำอย่างนี้ ทำซัก 4- 5 ปีก็สามารถฟื้นตัวได้เลยจากที่เริ่มจะเจ๊ง ๆ"
ฝึกวิชาสั่งสมประสบการณ์
หลังจากทำธุรกิจ Catalog มาระยะหนึ่งคุณวรวุฒิ จึงได้ศึกษาหาความรู้ด้านธุรกิจเพิ่มเติม
" พอทำธุรกิจมาถึงจุดหนึ่งก็คิดว่าธุรกิจตึกแถวมันตัน ถ้าเราอยากต่อยอดธุรกิจเราเองต้องหาความรู้เพิ่มเติมก็เลยไปเรียนโทที่นิด้าภาคค่ำ ตลอด 2 ปีที่เรียนก็นึกถึงธุรกิจ Catalog อยู่ตลอด Thesis ที่ทำก็เป็น Thesis ขอจบปริญญาโทเกี่ยวกับธุรกิจ Catalog ของ Office Mate พอจบมาก็เอามาทำเลย "
" Model ที่วางไว้สำหรับ office mate คือระบบ Catalog ซึ่งเป็นการขายโดยใช้สื่อโดยไม่ต้องใช้หน้าร้าน โดยเราจะเป็นผู้ Prepare สต๊อกและระบบจัดส่ง เน้นเลยนะครับว่าเตรียมสต๊อกและเตรียมระบบจัดส่ง ซึ่งอันนี้จะเป็นหัวใจของการต่อยอด ของ E-Commerce ในเวลาต่อมา แต่ในยุคนั้นอินเตอร์เน็ตยังเป็นเพียงเครื่องมือคุยกันผ่านหน้าจอเขียว ๆ ซึ่งยังไม่ได้มีการนำ E-commerce มาใช้ "
" ก่อนที่จะเริ่มทำ Catalog ผมหาข้อมูลค่อนข้างเยอะ ดูทั้งระบบของอเมริกัน ดูของยุโรป ดูของญี่ปุ่น ดูแล้วนำมาพัฒนาให้เหมาะสม กับตลาดเมืองไทย จริงๆ แล้ว Project Officemate เกิดเมื่อ 12 ปีที่แล้วแต่กว่าจะตั้งเป็นบริษัท Officemate ได้ผ่านไปอีก 2 ปี แรก ๆ ก็ลำบากแต่ความที่ว่าตัว Model ของธุรกิจมันใช่ ถูกกับตลาด มันก็เริ่มดีขึ้นมาเรื่อยๆ จากปีแรกจนถึงปัจจุบันโตถึง 20 เท่าถ้าเทียบเป็นยอดขาย ในช่วงแรกยังไม่มีเว็บไซต์ กว่าเว็บไซต์จะคลอดออกมาก็เกือบปีเศษ ๆ พูดง่ายๆ เราใช้เวลา 2 ปีในการปั้นเว็บไซต์และในช่วงนั้นมีคนรู้จัก E-Commerce แทบนับคนได้ เราให้ Siamweb ซึ่งตอนนั้นก็เพิ่งตั้งขึ้นมาเป็นผู้จัดทำ การทำเว็บไซต์ของ Officemate ผมก็ยังยึด Concept ของ Catalog คือ ข้อมูลต้องปึ๊ก ! ซึ่งเว็บไซต์ส่วนใหญ่ที่มีตอนนั้นส่วนใหญ่จะเป็นพวก Homepage ที่ไม่ได้ขายของเป็นเหมือนเยลโล่เพจเจสบอกข้อมูล แต่ของเราต้องการให้เป็น interactive และทำ online transaction ในช่วง 5 ปีแรกที่เราทำ Catalog คู่กับ Internet ผมไม่เน้นอินเเตอร์เน็ตเลย ผมใช้มันเป็น R&D(Research and Development) ทำเพื่ออยากเรียนรู้เพราะเวลานั้นมองแล้วว่ายังไม่ใช่เวลาของ E-Commerce แต่ในอนาคตมันจะมา เราทำเพื่อเรียนรู้พฤติกรรม ทำเพื่อเรียนรู้ตลาด ถ้าถามว่า invest ว่า Invest เยอะมั้ย แต่เรา invest เยอะ ผมเชื่อว่าเราเป็นเว็บไซต์ที่มี Feature ครบเ้ป็นอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย เรียกได้ว่า Amazon มีอะไรเราอยากจะ็มีด้วย อะไรที่ Amazon ทำได้เราอยากทำได้ ผมใช้ Amazon เป็นต้นแบบ แต่ที่ Officemate โตขึ้นมาได้ก็เพราะ Catalog ผมคิดว่าการที่เราเริ่มจากระบบ Catalog เป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างยิ่งเพราะว่าถ้าเราวิเคราะห์ตลาดกันจริง ๆ แล้วเมืองไทยเนี่ยไม่คุ้นเคยกับการซื้อผ่านระบบสื่อเลย ในอดีตที่ผ่านมา ในประเทศที่เจริญด้าน E-Commerce เค้าผ่านยุค Catalog Sale, Mail Order กันมาทั้งนั้น และการที่ผ่านยุค Catalog Sale, Mail Order ทำให้ผู้บริโภคเรียนรู้ข้อมูลผ่านสื่อและสั่งซื้อสินค้าผ่านสื่อด้วยความเชื่อมั่นว่า บริการประเภทนี้ Support ความต้องการของเค้าได้ แต่เมืองไทยมาถึงยุค E-Commerce โดยไม่ผ่าน Catalog ทำให้ E-Commerce เมืองไทยโตยากเพราะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคมากเกินไป แทนที่จะให้ผู้บริโภคเรียนรู้ที่สั่งซื้อสินค้าผ่้านสื่อ แต่วันดีคืนดีเห็นอะไรบนหน้าจอแล้วสั่ง ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ของผู้ซื้อ-ผู้ขายก็ยิ่งต่ำไปใหญ่ ผมมองว่า E-Commerce เป็นสุดปลาย(วิวัฒนาการ)ของระบบการค้าขาย เริ่มจากการค้าขายแบบแลกเปลี่ยนของแลกของหรือ Barter Trade ยุคต่อมาเป็นการค้าขายโดยใช้เงิน มีตลาด มีหน้าร้าน ยุคต่อมาจากการมีตลาดคือคนไม่ต้องเจอกัน ใช้สื่อในการขายก็คือ Catalog, สิ่งพิมพ์ ต่อจากสิ่งพิมพ์เป็น E-Commerce เป็นสื่อ Cyber ใช้ Technology เข้ามาช่วย ของเราอยู่ดี ๆก็ข้ามายุค Cyber E-Commerce โดยไม่ผ่านยุค Catalog เลย ขณะที่ประเทศอื่นๆ ผ่านยุค Catalog มา 40-50 ปีครับ ตั้งแต่หลังสงครามโลก การที่เค้าผ่านยุคนั้นมาทำให้เค้ามีกฏหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มแข็ง ซึ่งอันนี้เป็นปัจจัยใหญ่เลย
เนื่องจากการขายโดยไม่เห็นตัวกัน ความน่าเชื่อถือและการคุ้มครองผู้บริโภคมีจะบทบาทสูง แต่เมืองไทยเหมือน Bypass เรื่องสำคัญออก ยิ่งไม่ Catalog Sale เรื่องของการโกง การขายแบบไม่เห็นหน้ากัน มันก็ยังคาใจคนอยู่ เราไม่มีพัฒนาการจนคนมั่นใจที่จะซื้อของโดยไม่เห็นหน้ากัน "
หน้า 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | หน้าต่อไป >>>
หัวข้ออื่น ๆ
|