|
รับอานิสงค์ปีมหามงคล–ฟุตบอลโลก ครึ่งปีแรกไปรษณีย์ไทย รับไป 7,100 ล้านบาท กำไรสุทธิ 580 ล้านบาท คาดสิ้นปี ทำรายได้ 12,700 ล้านบาท มั่นใจเข้าสู่ ปี ที่ 4 หลัง แตกตัว จาก กสท วางแผน พัฒนาต่อยอดธุรกิจ เสริมเขี้ยวเล็บด้วยไอที ประเดิมด้วย ตู้บริการไปรษณีย์อัตโนมัติ ฝากส่งจดหมาย นำร่องปลายปีนี้ 8 เครื่องก่อนวางจังหวัดหัวเมือง
พล.ต.ท.อนันต์ ภิรมย์แก้ว ประธานคณะกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย กล่าวถึงผลการดำเนินงานในปี 2548 ว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้ประมาณ 7,100 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วประมาณ 660 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 580 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วประมาณ 70% ส่วนเป้าหมายการดำเนินงานตลอดทั้งปีตั้งเป้ารายได้ไว้ประมาณ 12,700 ล้านบาทหรือ มีกำไรสุทธิหลังหักภาษีแล้วประมาณ 800 ล้านบาท " ตั้งแต่แยกตัวออกมาเป็นบริษัท ไปรษณีย์ก็สามารถสร้างกำไรเพิ่มขึ้นมาตลอด จากที่เคยขาดทุนปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท ก็เริ่มมีกำไรในปีแรก 230 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 350 ล้านบาทในปีที่ 2 ส่วนปีที่ 3 นี้ ก็คาดว่าจะดำเนินการได้ตามเป้าหมายแน่นอน เป็นผลมาจากที่พนักงานทุกระดับร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาบริการ อีกทั้งฝ่ายบริหารก็ได้มีการพัฒนาบริการใหม่ๆเข้ามาเสริมต่อเนื่อง จนทำให้รายได้ของ ปณท เติบโตและพ้นจากภาวะขาดทุน ” อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญนอกจากการส่งเสริมพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ แล้ว การเติบโตของรายได้ ปณท ในปีนี้มาจากเหตุการณ์พิเศษหลายกรณีในปี 2549 ได้แก่วโรกาสมหามงคลเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี การเลือก ตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกในช่วงเดือนเมษายน 2549 ตลอดจนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ซึ่งล้วนมีส่วนส่งเสริมให้ไปรษณีย์ไทยมีโอกาสทำรายได้เพิ่มมากขึ้น นายอนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการ ไปรษณีย์ไทย กล่าวว่า หากมีการเปิดเสรีในตอนนี้ไปรษณีย์ก็พร้อมที่จะแข่งขันได้แล้ว โดยฝ่ายบริหารได้มีการจัดทำแผนธุรกิจ ทั้งระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งมั่นใจว่าธุรกิจของไปรษรีย์ จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีบริการรองรับประชาชนได้อย่างหลากลาย รวมถึงการขยายโอกาสธุรกิจไปสู่การบริการในด้านอื่น นอกเหนือจากแค่ธุรกิจรับส่งไปรษณีย์ ส่วนเรื่องการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังไม่มีการกำหนดรระยะเวลาที่ชัดเจน แต่จะสร้างมูลค่าขององค์กรให้น่าเชื่อถือต่อนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง นายธีระพงศ์ สุทธินนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปณท กล่าวว่า จากนี้ไป ปณท จะเน้นการสร้างแบรนด์ให้น่าเชื่อถือและเกิดการยอมรับจากประชาชนในแง่การพัฒนาบริการ เพื่อให้สามารถแข่งขันในระยะยาว ขณะเดียวกันก็จะพิจารณาในเรื่องของราคาให้เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เพราะหากคุณภาพของบริการดี แต่ราคาสูง อาจจะกระทบกับผู้ใช้บริการได้ และจะนำระบบไอที เข้ามาใช้งานเชื่อมโยงการทำงานของที่ทำการไปรษณีย์ที่มีอยู่ประมาณ 1,200 แห่งให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้การบริการมีความสะดวกรวดเร็ว “ ขั้นต่อไป ปณท จะให้ความสำคัญต่อเทคโนโลยีสารสนเทศในการพัฒนาการให้บริการ และการบริหารจัดการของไปรษณีย์ยุคใหม่ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับการดำเนินกิจการอนาคต ” พร้อมกันนี้ ปณท ยังได้เปิดตัวเครื่องบริการไปรษณีย์อัตโนมัติ หรือเครื่อง APM (Automated Postal Machine) สำหรับใช้ฝากส่งไปรษณียภัณฑ์ในประเทศทั้งแบบไปรษณีย์ด่วนพิเศษ และไปรษณีย์ลงทะเบียน โดยทำรายการผ่านหน้าจอระบบปลายนิ้วสัมผัส ไม่ต้องรอคิวหน้าเคาน์เตอร์บริการไปรษณีย์เป็นเวลานาน ๆ ทั้งนี้สามารถเลือกประเภทบริการต่าง ๆ อาทิ จดหมาย พัสดุไปรษณีย์ และ EMS ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ แต่ระยะแรกจะเริ่มให้บริการฝากส่งในประเทศก่อน “ วิธีการชำระค่าบริการสามารถเลือกได้ในแบบชำระเงินสดโดยหยอดเหรียญ หรือใช้บัตรบาร์โค้ดชนิดราคาบัตรละ 100 บาท ซึ่งจะหักยอดเงินตามค่าบริการเหมือนบัตรโทรศัพท์ โดยขณะนี้ยังเป็นช่วงทดสอบเครื่องต้นแบบ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพจนมั่นใจว่าสามารถใช้งานจริงได้อย่างราบรื่น ล็อตแรกสั่งผลิตจำนวน 10 เครื่อง ราคาเครื่องละ 5 แสนบาท โดยจะนำไปติดตั้ง ณ ที่ทำการไปรษณีย์ 8 แห่งๆ ละเครื่อง ส่วนอีก 2 เครื่องจะสำรองไว้ใช้ในวาระพิเศษ เช่น ในงานอีเวนต์ต่าง ๆ เป็นต้น ” สำหรับที่ทำการไปรษณีย์ทั้ง 8 แห่งที่จะนำเครื่อง APM ไปติดตั้งให้บริการซึ่งคาดว่าประมาณปลายปีนี้ ได้แก่ ไปรษณีย์กลาง ปณ.ราชดำเนิน สามเสนใน หลักสี่ ลาดพร้าว นนทบุรี บางกอกน้อย และปณฝ.สำนักงานปณท โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 สิงหาคม 2549 |